Before Valentine VS Underworld 3

posted on 07 Feb 2009 21:02 by mingninja in Film-Movie

 


รักก็เจ็บ เลิกก็เจ็บ -

 

เพลง : รักก็เจ็บ เลิกก็เจ็บ
ศิลปิน : ปั่น ไพบูลย์ เกียรติเขียวแก้ว

 

*ท่านสามารถคลิกดาวน์โหลดเพลงฟังประกอบได้

 

 

ช่วงนี้จะพบว่าบล็อกผมติดๆดับๆ อัพมั่งไม่อัพมั่ง - -" ตามสถานะคนที่รอการเกณฑ์ทหารอยู่นั่นแหละครับ ก็หางานทำบ้าง หาที่เรียนบ้างเรื่อยไป... เมื่อวานนี้ผมก็สะสางงานทั้งหมดเสร็จซะที!!!! และได้เงินก้อนมาเรียบร้อย ก็ถึงคราวฉลองกันหน่อย (แฮ่) ไปดูหนังกะเพื่อนสองเรื่องรวด!!! (ดูสามทุ่ม จบตอนตีสอง) ก็เลยขอเอาเรื่องนี้ลัดมาเขียนบล็อกก่อนก็แล้วกัน

 

Before Valentine - ก่อนดอกรักผลิบาน

 

(ชื่อเรื่องจริงคือ ก่อนรัก...หมุนรอบตัวเรา แปลว่า ก่อนที่จะรัก ให้ยืนแล้วหมุนรอบตัวเองก่อน)

 

 

นี่มันหนังอะไรกัน : หนังรักระหว่างชายหญิง สามคู่ สามวัย ที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน คือ ก่อนวันวาเลนไทน์

 

คู่แรก - จิ๊บกับโจ๊ก

 

ความรักสมัยมัธยมปลาย ของเด็กชายและหญิงบ้านใกล้เรือนเคียงที่เรียนโรงเรียนเดียวกัน สื่อถึงแรกรัก ดั่งกุหลาบแรกแย้ม คุณยังจำการสารภาพรักครั้งแรกของคุณได้รึเปล่า

 

คู่ที่สอง - ชิดชนก กับ สุธี

 

ความรักวัยทำงาน เมื่อรักของชายหนุ่มและหญิงสาวดำเนินไปจนถึงปลายทาง เหมือนกุหลาบที่บานเต็มที่ทุกอย่างคงลงตัวยกเว้นว่า ปลายทางของคนหนึ่งคือ การขอแต่งงาน แต่ปลายทางของอีกคนหนึ่ง คือ การบอกเลิก

 

คู่ที่สาม (และคู่ที่สามจุดห้า) - เจ๊กับเฮีย

 

ความรักวัยดึก :P จะทำอย่างไรเมื่อชีวิตคู่ไม่ราบรื่น ทุกสิ่งทุกอย่างหลังแต่งงานเปลี่ยนไปจากชีวิตก่อนแต่งงานโดยสิ้นเชิงเหมือนกุหลาบใกล้โรย คู่แต่งงานที่พูดจากันด้วยภาษากระถางดอกไม้นี้จะสามารถประคับประคองความรักให้ตลอดรอดฝั่งไปได้หรือไม่

 

ที่ว่ามีคู่ที่สามจุดห้า ก็คือมีคู่รักของแหม่มกับ...เปรม - -" (จำชื่อไม่ได้ จำได้แค่เปรมแสดง) เข้ามาแทรกเป็นปมปัญหาของคู่นี้นั่นแหละครับ

 

 

เนื้อเรื่อง : โดยรวมจัดว่า ดำเนินเรื่องได้ดี และเข้าถึงอารมณ์ของลักษณะความรักในแต่ละวัยได้อย่างชัดเจน หนังสามารถแสดงถึงความสดใสของรักวัยรุ่น ความเครียดและความจริงจังระหว่างคู่รักก่อนแต่งงานและปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยๆ หลังชีวิตสมรส  ยึดการดำเนินเรื่องตามอารมณ์ของแต่ละคู่ (รูปแบบเดียวกับปิดเทอมใหญ่หัวใจร้อนรุ่ม) ส่วนตัวผมเห็นว่าหนังเรื่องนี้จบเรื่องได้โดดเด่นน่าสนใจทีเดียว (UNIQUE)

 

อารมณ์ : หนังสามารถแสดงถึงอารมณ์และ สถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในชีวิตคู่ได้ดี อย่างไรก็ตาม การดำเนินเรื่องทั้งหมด อยู่บนลักษณะเดียวกันคือ "มุกตลก" คือแทรกมุกลงไปทุกฉากทุกชอต เอาเป็นว่าผมฮาตลอดรายการ เป็นหนังปัญหาความรักที่ดูแล้วไม่เครียด ไม่น้ำเน่า เฮฮาสดใสสดใส... รึว่าเราเส้นตื้นไปก็ไม่รู้ - -"

 

หมายเหตุ : จขบ.มีความรักครั้งสุดท้ายในวันก่อนวาเลนไทน์เช่นกันเมื่อ 5 ปีก่อน (จบลงในวันคริสต์มาสในอีก 4 ปีให้หลัง) แต่หลังดูหนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้เครียดหรือคิดถึงแฟนเก่ามากขึ้นแต่อย่างใด

 

อีกอย่างคือการดำเนินเรื่องด้วยตัวละครในอดีตหรือตัวละครในจินตนาการ เป็นไอเดียที่ดีที่คุณจะเห็นตัวละครเดียวกัน 2 ตัวในฉากเดียว  แต่เพลงประกอบกับบทพูดกลับทำให้คนดูรู้สึกสับสนและมึนงงกับหนังซะมากกว่า 

 

 

 

การแสดง : นักแสดงส่วนใหญ่เหมาะกับ หนังแนว Romantic Comedy แบบนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น อาร์ตี้ (บุญชู) ว่าน AF2 จาตุรงค์ ม๊กจ๊ก แจงวราพรรณ (หน้า+ผมเจ๊เหมือนเอาโน้ตอุดมมาใส่วิก) ได๋ ไดอาน่า (ทรงผม+คอสตู้มเธอเริ่ดมาก เหมือนเอา Retrospect มาแต่งหญิง เป็นสตรีที่โคตรเท่ห์) และนักแสดงหน้าใหม่อีก 2 คน คือ น้องจีน เกล้าแก้ว (มะ...โมเอ้้้้~) และองุ่น - สิตา ภาพลักษณ์โดยรวมในการแสดงก็ราบรื่น ไม่แข็งขัดตาเท่าไหร่ โดยเฉพาะฉาก "จินตนาการ" นี่ แสดงอารมณ์ออกทางสีหน้าได้ชัดเจนมาก......

 

ที่ประทับใจสุดๆก็คือเจ๊ไดอาน่านี่แหละครับ ตีบทแตกกระจุย =[]= เรียกได้ว่าลืมภาพลักษณ์สาวเงียบเรียบร้อยสมัยเป็นพิธีกรโทรทัศน์ได้เลย ถ้าไม่รู้จักมาก่อนผมคงนึกว่าเธอเป็นน้องสาวของนักร้องนำ Retrospect จริงๆ เพราะทั้งลุยทั้งห้าวได้ใจ แต่ใจอ่อนไหวตามประสาสาวซึน

 

 

ภาพและเสียง : ภาพยนต์เรื่องนี้ยังมีจุดเด่นอีกเรื่องคือการใช้เอฟเฟค "สีเดียว" (ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงโฆษณา True ที่เป็นสปอตขาวดำแต่เน้นสีแค่สีเหลืองส้มเด่นออกมา) ซึ่งเราไม่ค่อยเจอว่าเอามาใช้กันมากเท่าไหร่ อย่างไรก็ตามเอฟเฟคดังกล่าวสามารถเพิ่มอารมณ์ในหนังให้ดู "โรแมนติกได้ิีอีก"  ต้องขอชมผู้ที่คิดเอาไอเดียนี้มาใช้ได้ถูกจังหวะและเวลาอย่างมาก

 

หมายเหตุ : หากท่านเบื่อเครดิตและสปอนเซอร์ต่างๆตอนต้นเรื่อง คุณอาจจะชอบไอเดียการขึ้นเครดิตของหนังเรื่องนี้ อย่างไรก็ตาม หลายคนกลับบอกว่า "ปวดตาชะมัด"

 

เอฟเฟคที่ผมและเพื่อนดูแล้วขัดใจ คือการใช้ Blue Screen + CG แบบไม่ค่อยแนบเนียนเท่าไหร่ เอาเป็นว่า... มันเป็นก้าวหนึ่งของการพัฒนาก็แล้วกัน (แม้ว่าเราจะเห็นการพัฒนาแบบนี้มาหลายรอบแล้ว)

 

สำหรับส่วนของฉาก ผมขอ Spoil อย่างรุนแรงไว้ว่า... " ถ้าจะจบแบบนั้น ทำไมไม่ทำฉากให้ดู Retro หน่อย คือกลายเป็นฉากทั้งหมดเกิดขึ้นในยุดสมัยเดียวกัน ผลลัพธ์คือการสรุปจบนั้นกลายเป็นเหมือนกับพยายามรวบหัวรวบหางคู่รักทั้งสาม ให้สัมพันธ์กัน ทั้งๆที่ดูแล้วมันเกิดในยุคเดียวกันจึงไม่ไม่สัมพันธ์กันเลย" เตือนอีกครั้งว่านี่คือ Spoil อย่างแรง ถ้าอยากรู้ก็แรเงาอ่านดู

 

เพลงประกอบช่วงแรกตรงจังหวะก็จริง แต่ขัดอารมณ์ชะมัด - -"  ไม่เอาเพลงแรพมาใส่ซะเลยล่ะคุณขา... Theme โดยรวมใช้เพลง "รักก็เจ็บ เลิกก็เจ็บ" ซึ่งเป็นเพลงสมัยสิบปีที่แล้วมา Cover ใหม่ ตรงนี้สามารถปลุกอารมณ์ของผู้ชมที่รู้ว่า "มันคือเพลงอะไร" ได้เป็นอย่างดีทีเดียว (ในขณะที่คนที่ไม่รู้ว่ามันคือเพลงอะไรก็ฟังเสียงกิ๊งก่องไปเพลินๆละกัน)

 

 

ท่านจะชอบเรื่องนี้ ถ้า : ท่านปลาบปลื้มหนังไทยใหญ่ ที่มีหนังย่อยหลายๆเรื่องอยู่ภายใน หรือชอบหนัง Romantic Comedy หลากอารมณ์ หรือตามกระแสหนังรักโรแมนติกตามประสาคนที่มีความรักกุ๊กกิ๊ก หรือเป็นพวกคลั่งไคล้พี่ว่าน

 

ท่านอาจจะหลับ ถ้า : ท่านไม่ใช่คอหนังรัก และเบื่อกับหนังกุ๊กกิ๊กตัดสลับเรื่องราวแบบนี้เต็มที หรือ ท่านไม่ชอบดูหนังแบบติดตามเนื้อเรื่อง คิดตามให้ทันว่าตัวละครนี้นี่มันจินตนาการรึอะไรกันแน่ เพราะถ้าไม่พกสติและจินตนาการเข้าไปชม รับรองว่า "มึน"

 

ท่านอาจจะวีนแตก ถ้า : ท่านเชื่อมั่นว่า รักมันต้องปลาบปลื้มซาบซึ้งสิ!!!!! รักมันต้องน้ำตาท่วมจอสิ!!!!! หรือ ท่านเป็นผู้ที่ปักใจเชื่อว่าเปรมเป็นเกย์

 

หมายเหตุ : ถ้าคุณคิดว่า นี่เป็นหนังใหญ่ที่เอาหนังเล็กหลายๆเรื่องมายำฉากตัดไปตัดมาเฉยๆเหมือน ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น / สี่แพร่ง / ฝัน หวาน อาย จูบ ล่ะก็ คุณคิดผิด (เอาน่า...อย่างน้อยมันก็พยายามเชื่อมเรื่องแล้ว)

 

หมายเหตุอีกแล้ว : เรื่องนี้แอบมี Y ......... แต่เป็นวายแบบไหน ไม่บอก

 

 

 

 

 

Underworld 3 - การเจริญเติบโตของฟังไจและตะไคร่น้ำ

 

(ชื่อหนังจริงๆคือ Underworld - Rise of the Lycans ..... ฟังไจตะไคร่น้ำมันคือ Lichen ตะหากเล่า - -")

 

นี่มันหนังอะไรกัน : หลังจากประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายใน 2 ภาคแรก สงครามระหว่าง 2 เผ่าพันธุ์คือมนุษย์หมาป่าและแวมไพร์ได้สิ้นสุดลง... แล้วจะหาอะไรมาสูบเงินออกจากกระเป๋าของนักดูหนังได้อีกล่ะถ้าเรื่องมันจบสมบูรณ์แ้ล้ว? ปู้โถ่ว....เอาของเก่ากลับมาใช้สิ!!!!

 

เนื้อหาภาคนี้จึงย้อนกลับไปสมัยที่เพิ่งมี Lycan เกิดขึ้นมาใหม่ๆ เป็นจุดกำเนิดของเนื้อเรื่องทั้งหมด เมื่อองค์หญิงแวมไพร์รักใคร่สัมพันธ์สวาทกับ Lucian มนุษย์หมาป่าตัวแรกอันถือเป็นสายพันธุ์ชั้นทาส (ที่ว่าตัวแรกนี่คือ ตัวแรกที่มีร่างเป็นมนุษย์ด้วย)  สั่นทอนระบบบังลังค์แวมไพร์ให้สั่นสะเทือน นำไปสู่ศึกชิงนางระหว่างพ่อตากับบุตรเขย และการหลบหนีปลดเอกราชของเหล่า Lycans ทั้งหลายจากแวมไพร์ที่กดขี่พวกเขาเยี่ยงทาสมาเนิ่นนาน และ... นี่ก็คือสิ่งที่ภาค 1 และ 2 ได้เกริ่นๆเอาไว้แล้ว - -"

 

 

 

เนื้อเรื่อง : ดำเนินเรื่องตามนิ ยายปรำปราของยุโรปเกี่ยวกับตำนานแวมไพร์และมนุษย์หมาป่า ซึ่งแน่นอนว่าถ้าคุณดู Underworld 2 ภาคแรกมาแล้ว คุณก็รู้เรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบหมดแล้วหละว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

ส่วนฉากจบ เหมือน เป็นประเพณีของหนัง Epic ว่าพระเอกจะไม่กำจัดศัตรูให้ราบคาบจนตายสูญสลาย แต่จะปล่อยให้มีเงื่อนไขที่ศัตรูสามารถกลับมาล้างแค้นได้อีกรอบ

 

อารมณ์ : ตลอดเรื่องหนังดำเนินเรื่อง ด้วยโทนสิน้ำเงินและดำ ก่อให้เกิดบรรยากาศตึงเครียดและทะมึนพร้อมรบชวนตื่นเต้นทุกรูขุมขนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จริงๆแล้ว มีฉากแอดชั่นสู้หมู่กันเมามันส์เพียงสามสี่ฉากสั้นๆ ... ถ้าคุณนับการหลบหนีและไล่ฆ่าเป็นฉากแอคชั่นไปด้วยล่ะก็นะ

 

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังพอจะชดเชยให้ได้ ก็คือฉากต่อสู้ขนาดเล็กที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ ฉากการสู้สังหารที่ปลุกสัญชาติญาณดิบขึ้นมา ... แต่ถ้าเทียบกับ 2 ภาคแรกแล้ว นี่ดูเหมือนกลายเป็นการชดเชยที่ไม่สมดุลสักเท่าไหร่

 

 

 การแสดง : Bill Nighy ยังคงเป็นดารารุ่นใหญ่ที่เหมาะกับบทการแสดงประกอบในหนังฟอร์มยักษ์ กับบทพ่อตาแวมไพร์สุดโฉดต้นราชวงศ์ ที่ดูยังไงก็เจ๋งไม่แพ้ 2 ภาคแรก ภาคนี้มีออกมาบู๊กะเค้าพอสมควรตามประสาคิงผู้ถูกโค่น บทหนังบ่งบอกลักษณะนิสัยตัวละครได้ดีเยี่ยมและทำให้เรารับรู้ไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป...ในสองภาคที่แล้ว

 

ส่วนนางเอกอย่าง Rhona ผมกลับคิดถึงสมัยที่เธอเล่น Beowolf - -" ยิ่งโทนหนังเป็นแนวเดียวกันยิ่งเหมือนเข้าไปใหญ่ ฝั่งพระเอกผู้อาภัพกับชีวิตบัดซบ (ดูไปดูมาเหมือนชีวิตนังลู่ ลูลูช) ก็ยังคงแสดงตัวตนได้ไม่โดดเด่นมากเหมือนสมัยภาคแรกๆ

 

แต่ถ้าใครคาดหวังจะไปดูนางเอกสุดสะบึมจากภาคแรกล่ะก็ เธอจะออกมาแค่ไม่ถึงนาทีเท่านั้น

 

 

ภาพและเสียง : เพลงประกอบแนวโฮะๆเฮะๆ เหมือนหนัง Epic ทั่วๆไป ไม่มีอะไรโดดเด่น ส่วนภาพก็อย่างที่บอก ว่าเล่นโทนน้ำเงินดำเกือบล้วนๆ เอฟเฟคก็ไม่อลังการเท่าไหร่ มุมกล้องตามเนื้อเรื่องได้ดี (ไม่หมุนกันจนมึนอย่าง Cloverfield) สรุปว่า ภาพและเสียงรวมทั้งเอฟเฟคต่างๆไม่เด่นเลย - -"

 

ที่เด่นชัดอีกอันคือฉากเซ็นเซอร์ ดูเหมือนว่าผู้คุมจะฉี่ลงมาใส่นักโทษที่อยู่ข้างล่าง เลยต้องเซ็นเซอร์การฉี่ไว้เผื่อเยาวชนไปลอกเลียนแบบ? เอาเป็นว่า มันเบลอจนผมเองก็ไม่แน่ใจด้วยซ้ำ ว่ามันเซ็นเซอร์อะไร แต่อย่างน้อย มันก็มีเซ็นเซอร์ก็แล้วกัน - -"

 

 

ท่านจะชอบเรื่องนี้ ถ้า : ท่านชอบหนังแอคชั่น หนัง Epic อะไรก็ได้ เอามาเถอะ!!! หรือเป็นแฟน Underworld ต้องการดูภาคเติมเต็มที่สร้างขึ้นเพราะ "มันต้องมี"

 

ท่านอาจจะมึน ถ้า : ไม่ได้ดูสองภาคแรกมาก่อน แล้วมาดูภาคนี้ จะดูรู้เรื่องแล้วเข้าใจไปซักระยะหนึ่ง แต่พอช่วงท้ายๆอาจจะงงในเหตุการณ์บ้างนิดหน่อย ซึ่งการเล่าเรื่องซ้ำก็เป็นข้อดีแบบนี้หละ... (จะได้ไปหา 2 ภาคแรกมาดูต่อให้หายงงไง)

 

ท่านอาจจะวีน ถ้า : ไปดูแบบจ้องจับผิด หรือไปดูแบบหวังเนื้อหาแปลกใหม่ หรือเบื่อการดูหนังที่รู้เรื่องราวทั้งหมดดีอยู่แล้ว

 

สำหรับข้าพเจ้า หนังเรื่องนี้สนุก แต่ ไม่มีอะไรประทับใจ - -" ยกเว้นนักกล้ามดำถึกข้างบน ฟัดกับบรรดาหมาป่าแบบเถื่อนได้ใจดีมาก

 

 

 

 

สิ่งที่ได้จากหนังทั้งสองเรื่อง

 

1.สิ่งที่อันตรายที่สุด คือ อันตรายจากการคิดไปเอง สิ่งที่บังเกิดจากใจเราปรุงแต่ง สามารถล่อลวงเราให้คิด ให้กระทำในสิ่งที่ผิดพลาดต่อไปได้อีกเป็นลูกโซ่

 

โปรดยืนยันให้แน่ใจ ก่อนเชื่อถือแล้วตีโพยตีพายอะไรผิดๆ

 

2.ความรัก ไม่ได้มีแค่ดอกไม้ ความรัก เริ่มจากความสนิทกันของคนสองคน ความกล้าที่จะเปิดใจ การตัดสินใจแ